วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความสุข คือสิ่งทำลายโลก

สันติภาพของโลก  คือยอดปราถนาของทุกคน  เพื่อเราจะได้มีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข ไม่ต้องหวาดผวาจากภัยรอบตัว

โลกไม่มีสันติภาพเพราะอะไร?  เพราะ  สงคราระหว่างค่าย ระหว่างประเทศ ระหว่างกลุ่ม รวมเรียกว่าการเบียดเบียนกัน

ทำไมแต่ละประเทศจึงต้องเบียดเบียนกัน?  ก็เพราะเขารู้สึกว่าเขาจะเป็นสุขได้ต่อเมื่อเขาได้เป็นเจ้าโลกอันเป็นเกียรติสูงสุดของเขา  หรือไม่เขาก็ต้องการให้คนของเขามีกิน-กาม-เกียรติ อย่างสมบูรณ์ หรือมีความสุขทางเนื้อหนังอย่างสมบูรณ์

เพราะอะไร คนเราต้องการ กิน-กาม-เกียรติ หรือความสุขทางเนื้อหนัง?  ก็เพราะมันให้รสอร่อย รสสนุกทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เป็นต้น  อันเป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์ และโง่จนไม่รู้ว่า ยังมีความสุขอีกชนิดหนึ่งที่สะอาดบริสุทธื์ ซึ่งจะหาได้จากพระพุทธศาสนา

ความสุข คืออะไร?  คนที่ไม่ได้ศึกษาพระศาสนา จะเห็นว่าความสุข คือความพอใจ พอใจในอะไร ?
ก็คือพอใจที่รับรสอร่อยสนุก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างอกอย่างใจแล้วเขาก็ทึกทักเอาว่า นี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุดของเขาแล้ว เขาจะไม่รู้เลยว่า  ยังมีความสุขอีกชนิดหนึ่งซึ่งเหนือกว่าความสุขชนิดนี้อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย

เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก คืออะไร?  เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก (อัสสาทะ) คือ สิ่งที่ทำให้คนเราเกิดความพอใจ แล้วก็รู้สึกเป็นสุข อร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย แต่มันคือสิ่งเดียวที่สร้างปัญหาความเดือดร้อนวุ่นวายทุกชนิดขึ้นในโลก

เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก เกิดมาจากอะไร?  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญานอย่างสัตว์  ที่เห็นชัด ก็เช่น การกินหากไม่มีรสอร่อยเป็นเหยื่อล่อ คนเราอาจจะไม่กินอาหาร แล้วก็จะไม่มีชีวิตอยู่ในโลก  หรือสัญชาตญานแห่งการสืบพันธุ์ หากไม่มีรสอร่อย รสสนุกเป็นเหยื่อล่อ คนและสัตว์อาจจะไม่มีการสืบพันธุ์ แล้วก็จะไม่มีคนไม่มีสัตว์เหลืออยู่ในโลก ดังนั้น รสอร่อยนี่แหละ คือ เหยื่อที่ธรรมชาติให้มาแก่สัตว์โลก

เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก มีมาเพื่ออะไร?  มีมาเพื่อให้เราเห็นคุณของมัน (อัสสาทะ) และมองเห็นโทษ หรืออันตรายอย่างแสบเผ็ดของมัน (อาทีนวะ) แล้วหาอุบายวิธีที่จะเอาชนะมัน หรือมีอำนาจเหนือมัน (นิสสรณะ) หากเราเอาชนะได้หรือมีอำนาจเหนือมันได้ เราก็จะได้พบกับสันติสุข บ้านเมืองและโลกก็จะมีสันติภาพด้วย

เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก มันจะหมดอิทธิพล ได้โดยวิธีใด?  ก็โดยมองให้เห็นโทษอันร้ายกาจของมันจนถึงที่สุด  จนเกิดความละอาย-ความกลัว (หิริโอตัปปะ) ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน หรือเบนความสนใจไปทางอื่นเสีย และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องได้ชิมรสของความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีรสเหนือความเอร็ดอร่อยสนุกสนานของความสุขทางเนื้อหนัง อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลยด้วย นั่นคือ ความสุขที่เกิดจากจิตที่สงบเย็นเป็นอิสระ 


เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลกมันมีค่าเพราะอะไร ?  ก็เพราะเหตุว่า เมื่อคนเราไม่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา คนเราก็จะเห็นว่าความสุขจากรสอร่อยของเหยื่อโลกทั้งหลาย มีกิน-กาม-เกียรติ หรือรสอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย แม้แต่อบายมุข ๖ เช่น การพนัน น้ำเมา ฝิ่น เฮโรอีน ทินเนอร์ ผงขาว เหล้าแห้ง ของฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น เหล่านี้เป็นต้น มันมีค่ามีความหมายขึ้นมา ก็เพราะมันให้รสอร่อยสนุกนั่นเอง แล้วก็เข้าใจว่า เมื่อได้เสพหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งดังกล่าว คือยอดของความสุขแล้ว อันรวมเรียกว่าความสุขทางเนื้อหนังนั่นเอง

เพราะอะไรการติดในความสุขทางเนื้อหนังดังกล่าวจึงเป็นการทำลายโลก ?    ก็เพราะเหตุว่า เมื่อคนเราติดในความสุขทางเนื้อหนัง สิ่งนี้มันสำเร็จได้ด้วยเงิน หรือวัตถุ เขาจึงต้องแสวงหา สะสมกันไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ หาโดยสุจริตไม่ทันใจเขาก็ต้องหาโดยทางทุจริตนานาประการ

การฉ้อราษฎร์บังหลวง  หรือคอรัปชั่น เกิดเพราะคนติดความสุขทางเนื้อหนัง เพราอะไร ? ก็เพราะเขาจะอยาก กระทำตามอยากอยู่เรื่อยไป บางคนก็ต้องมีบ้านเล็กบ้านน้อย เพื่อเขาจะได้ไปแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง  เมื่อมีหลายบ้าน รายจ่ายก็ต้องมากขึ้น หากเป็นข้าราชการ หรือนักการเมือง ก็ต้องหาทางคอรัปชั่น หากเป็นพ่อค้าเขาก็ต้องบวกกำไรมาก ๆ หรือใช้วิธีปลอมปนสินค้า หรือใช้วิธีผูกขาด เพื่อจะได้กำหนดราคาตามใจชอบ เหล่านี้ เป็นต้น

ความอดอยากของคนในบ้านเมืองเรา หรือคนทั้งโลกมีสาเหตุมาจากอะไร ?  ก็มีสาเหตุมาจาการที่คนเราติดในความสุขทางเนื้อหนัง หรือทางวัตถุอันเป็น "เหยื่อ" ที่มันให้รสอร่อยสนุกนี้เอง  เพราะอะไร คนพวกนี้จะแสวงหาอำนาจทางการเงินบ้าง ทางอาวุธบ้าง และอำนาจทางอื่น ๆ  แสวงหาสะสมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ฝ่ายหนึ่งยิ่งแสวงหาสะสมไว้มากเท่าไร ฝ่ายที่ไม่มีกำลังไม่มีอำนาจก็ย่อมขาดแคลนมากขึ้นเท่านั้น เขาก็ต้องอดอยากมากขึ้นเท่านั้น

        ข่าว นสพ. ไทยรัฐ ๖ มี.ค. ๒๗ ว่ามีเด็กไทยเป็นโรคขาดอาหารอยู่ถึง ๕-๖ ล้านคน เด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๕ ปี ตายไป ๑๒๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันมีเด็กที่ขาดอาหารในระดับรุนแรง ซึ่งอาจตายได้ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน

        แล้วเราลองหลับตาคิดดูซิว่า พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้จะอดอยากแร้นแค้นสักเพียงใด หากเขามีอาหารสำหรับลูกหลานของเขา เขาจะยอมอดตายเพื่อให้ให้ลูกหลานของเขาได้กิน แต่นี้แสดงว่า เขาไม่มีแม้แต่จะให้ลูกหลานของเขาได้กิน ดังนั้นเขาจึงอยู่ในฐานะอดอยากปากแห้งผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอย่างแน่นอน

แม้แต่ความสงบสุขของบ้านเมืองและความมั่นคงของชาติลดน้อยถอยลงก็เพราะคนส่วนใหญ่ไปติดในความสุขทางเนื้อหนัง? ทั้งนี้ก็เพราะเขาจะต้องแสวงหาสะสมเงินหรือวัตถุอย่างเอาเผป็นเอาตาย ข่าวเข่นฆ่าทำลายล้างโคตรกัน หาเงินประกันชีวิตด้วยการจับเด็กนักเรียนหญิงเล็ก ๆ มาฆ่าแล้วเผา ตามที่ปรากฎในข่าว นสพ. ๕ ก.ค. ๒๗ คนที่ทำนั้น ก็เพราะเขาไปติดในความสุขทางเนื้อหนังนี้เอง
        ดังนั้น ที่มีข่าวทำลายล้างกัน อย่างดกดื่นอยู่ทุกวันนี้ มันเกิดเพราะคนเราติดในความสุขทางเนื้อหนังนี้ทั้งสิ้น หรือกล่าวได้ว่า การที่บ้านเมืองเราและโลกร้อนเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะคนเราติดในความสุขทางเนื้อหนัง กิน-กาม-เกียรติ ทั้งสิ้น


เมื่อความสุขทางเนื้อหนัง หรือ กิน กาม-เกียรติ มันมีโทษหรืออันตรายอย่างร้ายกาจ ทำอย่างไร คนเราจะละจากการแสวงหาความสุข ชนิดนี้  คนเราจะละได้ก็ต่อเมื่อเขาเกิดมาทำไม? เกิดมานี้มีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรบ้าง? จุดมุ่งหมายสูงสุดของโลกและชีวิตคืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้ควรจะถึงในการเกืดมาชาติหนึ่งนี้? จะถึงได้อย่างไร? ศึกษาเล่าเรียนกันไปทำไม?  เป็นต้น หากคนเรารู้คำตอบที่ถูกต้องในปัญหาดังกล่าว และปฏิบัติตาม เขาจะละจากความสุขดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

พระพุทธศาสนาจะสามารถทำให้คนเรารู้คำตอบที่ถูกต้องในปัญหาดังกล่าว และปฏิบัติตามได้เพราะอะไร?  ศาสนา คือ ตัวการประพฤติกระทำเพื่อให้เกิดความรอดจากทุกข์ หรือสิ่งแอันไม่พึงปราถนา พุทธะแปลว่ารู้ติน เบิกบาน หมายถึงตัวปัญญา ดังนั้นพุทธศาสนา ก็คือ คัวการประพฤคิกระทำเพื่อให้เกิดความรอดพ้นจากทุกข์ หรือสิ่งอันไม่พึงปราถนาด้วยอำนาจของปัญญา

เกิดมาทำไม? เกิิดมาเพื่อดับทุกข์ให้แก่ตัวเองและสังคม ด้วยอำนาจของปัญญาและสัมมาทิฎฐิ เพื่อให้มีผลเป็นความปกติสงบเย็น ทั้งแก่ตัวเองและสังคม ดังนั้น ผู้ที่ไม่รู้ว่าเกิดมามีหน้าที่ดังกล่าว เขาคือผู้เกิดมาทำลายโลก เป็นผู้ทำบาปหนัก

จุดหมายสูงสุดของโลก  และของชีวิต คืออะไร? จุดหมายสูงสุดของโลก คือสันติภาพ ของทุกชีวิตก็ได้แก่ความสงบเย็น สอดคล้องเป็นสิ่งเดียวกัน

สิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้ควรจะถึงในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้ คืออะไร?  ได้แก่ความสงบเย็นในทางจิตใจ (นิพพาน)

ชีวิตและทรัพย์สินของเราจะมีค่ามีราคาสูงสุดได้อย่างไร?  ก็ด้วยการใช้ไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ปก่ส่วนรวมแกเพื่อนร่วมโลกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง โง่ จน เจ็บ ของชาวบ้านได้มากเท่าไร ชีวิตและทรัพย์สินของเราก็จะมีค่าสูงสุดมากเท่านั้น

ศึกษาเล่าเรียนกันไปทำไม?  ก็เำพื่อเพิ่มสมรรถนะให้แก่ตัวเราในการที่จะออกไปช่วยเพื่อนร่วมโลก ช่วยสังคมแก้ไขปัญหาเรื่อง โง่ จน เจ็บ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้นใครก็ตามเรียนไปเพื่อจะได้สวบได้รวยได้มีเกียรติได้สบายเหนือคนอื่น เขาผู้นั้นกำลังเรียนเพื่อทำลายโลก ทำลายประเทศชาติ ทำลายตัวเองอย่างหนัก คือเขาเรียนเพื่อมีโอกาสทำบาปได้มากทำบาปได้ลึกนั่นเอง ท่าต้องการเป็นคนบาป เป็นคนสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่เพื่อร่วมโลกกระนั้นหรือ

พระพุทธศาสนาต้องการให้ทุกคนดับทุกข์ที่นี่ และเดี๋ยวนี้? เราทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรจะต้องพบกับความทุกข์หรือสิ่งอันไม่พึงปราถนาอย่างแน่นอนและเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นก็จะต้องมองให้รู้จักมันจริง ๆ ว่า มันคืออะไร ทำความเจ็บปวดรวดร้าวให้มากน้อยแค่ไหน(ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรูั้้้)แล้วสาวหาสาเหตุของมันก็จะพบว่า เพราะไปอยาก(ตัณหา) ในเหยื่อโลกมีกิน-กาม-เกียรติ ที่มันให้รสอร่อย รสสนุก(อัสสาทะ)นั่นเอง ดังนั้นเมื่อไม่ต้องการความทุกข์ก็จะต้องละความอยากนี้เสียให้ได้ (สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ) เราละได้เท่าไรเราก็จะพบกับความสงบเย็นมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเราได้พบกับสิ่งนี้จะรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่า มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้ควรจะถึงในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้ (นิโรธ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง) เราจะต้องมองให้เห็นว่า แม้สิ่งที่เรียกว่า ความอยาก หรือตัณหา หรือกิเลสอันมีโลภ โกรธ หลงเป็นหัวโจกใหญ่ก็มิได้เกิดอยู่ในใจเราตลอดเวลา  มันเพิ่งเำกิดเป็นครั้งคราว เมื่อมีการกระทบระหว่างตากับ รูป หู กับเสียง เป็นต้น (หกอายตนะ) แล้วอวิชชาความไม่รู้ตามที่เป็นจริงแทรกเข้ามา คือไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่อไม่ทุกข์ และมองไม่เห็นว่า สิ่งต่าง ๆ มันไหลเรื่อย (อนิจจังทุกขังอนัตตา) ยึดถือเอาเป็นตัวตนไม่ได้เลย เราก็จะต้องเป็นทุกข์ฺขึ้นมาทันที ดังนั้นจึงต้องเจริญมรรคอยู่เป็นประจำ คือรู้ว่าเกิดมาเพื่อไม่ทุกข์ (สัมมาทิฎฐิ) แล้วไฝฝันอยู่แต่เรื่องไม่ทุกข์ (สัมมาสังกัปโป) แล้วทำให้การพูดจา การทำงาน การเลี้ยงชีพให้อยู่ในสภาพปกติ ไม่เดือดร้อนตนเองและคนอื่นอยูี่่เสมอ (สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว) แล้วพากเพียรพยายามให้อยู่ในสภาพปกติอยู่เสมอ (สัมมาวายาโม) แล้วระลึกถึงสภาพปกตินี้ไว้ในใจอยู่เสมอ จะทำอะไรก็รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ (สัมมาสติ) แล้วตั้งใจให้แน่วแน่ว่าทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะต้องเดินไปให้ถึงความสงบเย็น (นิพพาน)  (สัมมาสมาธิ) (มรรคคือสิ่งที่ต้องเจริญ)

ตายเกิด หรือ ตายสูญ ทางเนื้อหนังจึงไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาแท้? พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกขาชาติ ปุนปฺปุนนํ  คือเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ทุกคราว หรือชาติ ปิทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์ "ความเกิด" ในที่นี้ จึงหมายถึงความรู้สึกว่า เป็น "ตัวกู" "ตัวฉัน" แต่ละครั้ง ๆ และ "ตัวกู" มันจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการกระทบดังกล่าวขัางต้นแล้วอวิขขาแทรกเข้ามา จึงจะเป็นทุกข์ ดังนั้นในชีวิตประจำวันของคนเรา มิได้เป็นทุกข์ตลอดเวลาจะเป็นทุกข์ต่อเมื่อเกิดความยึดถือ (อุปทาน) ว่า "ตัวกู" ครั้ง หนึ่ง ๆ เท่านั้น ดังนั้นใครกล่าวถึงเรื่อง ตายเกิด ตายสูญ ทางเนื้อหนังจึงไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา แต่ก็มีประโยชน์ตรงที่ทำให้คนกลัวบาปกลังกรรมชั่ว แต่ก็มองเห็นยากคนจึงฆ่ากันง่ายในสมัยนี้

พระำพุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์ ?   ที่ทุกคนมองเห็นได้ เช่น เมื่อเริ่มเกิดความอยาก (ตัณหา)
หรือเกิดความโลภ โกรธ หลง หากมองเข้าไปที่จิตใจ เราจะรู้เห็นเองว่า เราก็จะเริ่มเร่าร้อนกระวนกระวายใจร้อนอกร้อนใจ พอลงมือ กระทำตามความอยากจิตใจก็จะเร้าร้อนเพิ่มขึ้น ที่นี้ พอได้ผลมาจิตใจก็จะเกิดอาการลิงโลดดีอกดีใจจนเนื้อเต้น ถ้าไม่สมอยาก ก็จะเศร้าใจทุกข์ระทม แต่ก็หยุดอยากไม่ได้ คงอยากอีก-กระทำอีก เป็นวงกลมซํ้าแล้วซํ้าอีก ซึ่งเรียกว่า วัฏฎสงสาร หรือสังสารวัฏฎ์ 


ความเวียนว่ายตายเกิดในพุทธศาสนา ? จึงเป็นไปในลักษณะ ดังกล่าว ไม่ใช่ทางเนื้อหนังอย่างที่ชอบพูดกัน


หลักปฏิบัติในพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่ให้นำความพอใจ-ไม่พอใจในโลกออกเสีย ? ความพอใจทุกคนชอบ แต่ความไม่พอใจทุกคนไม่ชอบ แต่พระพุทธศาสนาจะชี้ให้เห็นว่า  ทั้งสองอย่างนี้มันทำึความทุกข์ทรมานได้เท่ากัน ยิ่งความพอใจจะทำความทุกข์ทรมานได้ลึกและมองเห็นยาก เช่น เราหัวเราะชอบใจ หากต้องหัวเราะชอบใจเป็นวัน ๆ ก็คงเหนื่อยตาย พระพุทธศาสนาต้องการให้ทุกคนยกระดับจิตให้อยู่เหนือ คืออยู่ในภาวะปกติหรือสมดุลย์ ไม่เหวี่ยงไปสู่ความพอใจ และไม่พอใจ


ทำอย่างไรจึงจะมองเห็น ?  ข้อนี้จำต้องอาศัยการมองชีวิตในด้านใน เฝ้าอ่าน เฝ้ามอง เฝ้าสังเกต ความรู้สึกภายในจิตใจอยู่เสมอ เมื่อมองไปๆ ในโอกาสหนึ่งจะพบว่า จิตตามธรรมชาติมันปกติ มันสมดุลย์ เมื่อมันปกติหรือสมดุลย์ มันก็ย่อมสงบเย็ยอยู่ตามธรรมชาติของมัน แต่เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) แล้วเผลอสติให้อวิชชาแทรกเข้ามา มันจึงจะเกิดความพอใจไม่พอใจ (เวทนา) แล้วเกิดอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง (ตัณหา) แล้วเกิดความยึดมั่นว่ามีสิ่งที่ถูกอยากและตัวกูผู้อยาก (อุปทาน) แล้วเกิดความรู้สึกในความมีความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กูเป็นนายเป็นบ่าว (ภพ) แล้วเกิดเป็นตัวกูของกู (ชาติ) เต็มที่ แล้วก็ต้องทุกข์ระทม หนักอกหนักใจ เหมือนกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก (ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะฯลฯ) หากเฝ้ารู้สึกอยู่เสมอจะรู้สึกเข็ดขยาด ที่จะปล่อยให้เป็นตามกระแสอย่างนี้ และสติจะมาทันมากขึ้น ๆ จนไม่เกิดปรุงแต่ง จิตก็จะอยู่ในสภาพปกติสมดุลย์ตามสภาพเดิมของมัน


หัวใจของพระพุทธศาสนา ?  โดยเหตุก็คือดับทุกข์ให้ได้เพื่อให้มีผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบเย็นแห่งชีวิต(นิพพาน) ดังนั้นนิพพานจึงไม่ใช่แปลว่าตาย หากได้ต่อเมื่อตายทางเนื้อหนังแล้วจะมีประโยชน์
อะไร ?  ท่านอาจารย์สวนโมกข์ว่า หัวใจของพุทธศาสนาก็ตือ ความเป็นเช่นนั้นเอง ! ก็คือ ไม่ยึดถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวเรา-ของเรา เมื่อไม่ยึดก็ไม่ทุกข์


"ความว่าง คือ หัวใจของพุทธศาสนา"  ก็คือ ว่างจากกิเลสและความทุกข์


ทางลัดสั้นที่จะเข้าถึงหัวใจของพุทธสาสนา  ก็คือ ขยันทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขจากการทำงาน เพราะขณะนั้นเท่ากับดำเนินตามอริยมรรค มีองค์แปด หรือ ปัญญา ศีล สมาธิ ครบถ้วน ยิ่งทำงานเพื่อส่วนรวมยิ่งจะมีความสุขมากขึ้น เพราะ ตัวกู-ของกู จะไม่มีโอกาสเกิดเลย แต่ถ้าทำงานเพื่อตัว เพื่อครอบครัว ตัวกู-ของกู จะเกิดง่าย  ดังนั้นการทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ เลยนั่นแหละ คือการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศานาอย่างยิ่ง


ความเห็นที่ถูกต้อง คือ หลักธรรมที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สมฺมาทิฎฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปฺปจฺจคุํํ ํ"      "คนเราสามารถล่วงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยการสมาทานสัมมาทิฎฐิ" เพียงข้อเดียว ซึ่งเป็นข้อที่ ๑ ของอริยมรรคมีองค์แปดแต่ต้องมีสติ คือความระบึกได้ ควบคุมให้ระลึกอยู่เสมอว่า เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อไม่ทุกข์ หรือดับทุกข์ให้แก่ตัวเองและเพื่อนร่วมโลก เพื่อให้มีผล เป็นความปกติสงบเย็นทั้งแก่ตัวเองและสังคมดังกล่าวข้างต้น  เราทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อให้เพื่อนร่วมโลกหมดปัญหาในเรื่อง โง่ จน เจ็บ (โง่ในปัญหาชีวิตสำตัญที่สุด สำคัญกว่าโง่ไม่รู้หนังสือ)


คู่มือชีวิตชุบชีวิตคนโง่มาหลายคน  ทำให้หลายคนเลิกฆ่าตัวตาย รู้จักใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์เกิดคุณค่า ดังนั้น หนังสือเล่มนี้ หากตีราคาเป็นเงินยิ่งกว่า พัน พันล้าน เพราะทำให้รู้ว่า พระพุทธศาสนาตัวแท้คืิอะไร? ชี้อะไรเป็นอะไร? ก็เพทาอจะไม่ไปหลงไหลบูชาในรสอร่อย (อัสสาทะ) ของเหยือโลก


ลักษณะสามัญของสิ่งทั้งปวง  ก็คือทุกสิ่งไหลเรื่อย (อนิจจังทุกขังอนัตตา), ความยึดติด อันเป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องละให้ได้ ด้วยการละตัณหาความอยากในเหยือโลกที่ให้รสอร่อยทั้งหลาย, การปฏิบัติศาสนา ก็คือ อริยมรรค ย่อเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ คือ ปัญญา หรือ สัมมาทิฎฐิ ต้องนำหน้า พระพุทธองค์จึงทรงนำเอาสัมมาทิฎฐิมาเป็นข้อต้น


คนเราติดอะไร? ก็ติดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต้องเห็นว่ามันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือไหลเรื่อยยึดถือไม่ได้ ขืนยึดจะถูกตบหน้าทันที, การทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติเหมาะแก่ทุกคน, การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชาเหมาะแก่บางคน, ลำดับแห่งการหลุดพ้น คือ สังโยชน์ ๑๐ ตามลำดับ จะเป็นมาตรวัดว่าใครมีธรรมะในพระพุทธศาสนาอยู่ในหัวใจแค่ไหน


พระพุทธศาสนา คือสิ่งเดียวที่ช่วยโลกให้มีสันติภาพได้
       ท่านอูถั่นผู้แทนพม่าประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า สันติภาพจะมีได้ค่อเมื่อสมาชิกแต่ละคน ๆ ในโลกสร้างหัวใจของตัวเองให้มีสันติภาพก่อน และเครื่องมือที่จะช่วยให้จิตใจของทุกคนมีสันติภาพก็คือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
       คณะ ผชบ. จึงขออนุโมทนาแด่ทุกท่านที่ช่วยให้มีการศึกษาปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างสูง.


คณะ ผชบ.
๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กทม, ๑๐๒๐๐ โทร ๒๒๕-๑๒๓๘
วันอาสาฬหบูชา ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๒๒

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น