วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน
____________

         ถ้าเราเปิดหนังสือทุกเล่มที่เขียนกันในสมัยปัจจุบันอันว่าด้วย  ต้นเหตุของการเกิดศาสนาแล้ว  จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือน ๆ กัน ตรงกันที่ว่า คนป่าดั้งเดิมกลัวฟ้าผ่าฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่เหนือความเข้าใจ หรือความต้านทานของคนป่าเหล่านั้นและวิธีที่จะหลบหลีกอันตรายก็คือ ต้องแสดงอาการยอมแพ้ หมอบกราบอ้อนวอนบูชา แล้วแต่คนฉลาดที่สุดในสมัยนั้นเห็นว่าจะต้องทำ ตามที่ตนนึกว่าศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ นี่นับว่า ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และมีการปฏิบัติไปตามความกลัว.
         ความกลัวของชนชั้นหลัง ๆ เลื่อนสูงขึ้นมาถึงความกลัวความทุกข์ ชนิดที่อำนาจทางวัตถุช่วยไม่ได้ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความหม่นหมองมืดมัว เพราะอำนาจของความอยาก ความโกรธ ความหลงผิด ถึงแม้คนเราจะมีอำนาจหรือมีเงินทองสักเท่าไร ก็ไม่สามารถระงับอาำการอันโหดร้ายของความทุกข์เหล่านี้ได้ :   ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่เจริญด้วยนักคิด นักค้นคว้า ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย จึงได้ละทิ้งการไหว้บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาทำการค้นหาวิธีเอาชนะความเกิดแก่เจ็บตาย หรือเอาชนะความอยาก ความโกรธ ความหลงผิดให้ได้, นี่นับว่าเป็น  บ่อเกิดของศาสนาที่สูงขึ้นไปทางปัญญา ในที่สุดก็ได้พบวิธีที่จะเอาชนะความเกิด แก่ เจ็บตายหรือเอาชนะกิเลสต่าง ๆ ได้. 

        สำหรับพระพุทธศาสนา  ก็มีมูลมาจากความกลัวแบบหลังนี้เหมือนกัน : พระพุทธเจ้า เป็นผู้พบวิธีที่จะเอาชนะสิ่งที่คนกลัวได้เต็มตามความประสงค์  และเกิดวิธีปฏิบัติเพื่อดับความทุกข์ชนิดที่เรียกว่า พระศาสนา. พุทธศาสนาแปลว่า  ศาสนาของผู้รู้ เพราะ พุทธะ แปลว่าผู้รู้ คือรู้ความจริงของสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร  จึงสามารถปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงได้ถูกต้อง  เพราะฉะนั้น  พุทธศาสนา  จึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา; หรือ อาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้อง  เพื่อทำลายความทุกข์และต้นเหตุของความทุกข์เหล่านั้น
     การทำพิธีรีตอง  เพื่อบูชาบวงสรวง  อ้อนวอนบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่พุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าไม่รับเข้ามาไว้ในศาสนาของพระองค์เลย เพราะเป็นสิ่งที่น่าขบขันน่าหัวเราะ และถือเอาเป็นที่พึ่งอันแท้จริงไม่ได้; พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธการกระทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง. 
      มีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา  "ความรู้ ความฉลาด และความสามารถ ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์นั่นแหละเป็นตัวฤกษ์ที่ดี  อยู่ในตัวมันเองแล้ว  ดวงดาวในท้องฟ้าจะทำอะไรได้ ; ประโยชน์ที่ควรจะได้ก็ผ่านพ้นคนโง่ ๆ ที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาวในท้องฟ้าไปเสียสิ้น"
ดังนี้; และว่า "ถ้าน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่นำ้คงคา ฯลฯ จะทำให้คนหมดบาปหมดทุกข์ได้แล้ว พวกเต่าปูปลา หรือหอยที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหรือสระศักดิ์สิทธิ์นั้น  ก็จะหมดบาปหมดทุกข์ไปด้วยน้ำนั้นเหมือนกัน" ; หรือ "ถ้าหากว่าคนจะพ้นทุกข์ไปด้วยการบวงสรวงบูชาอ้อนวอนเอา ๆ แล้ว ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครมีความทุกข์เลย  เพราะว่าใคร ๆ ต่างก็บูชาอ้อนวอนเป็น"
     โดยเหตุที่ยังมีคนที่มีความทุกข์ทั้งที่ได้กราบไหว้บูชาหรือทำพิธีรีตองต่าง ๆ อยู่ จึงถือว่าไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้  ฉะนั้น  เราจะต้องพิจารณาโดยละเอียดละออให้รู้  ให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ  ให้ถูกต้อง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น