วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

๒ พุทธศาสนามุ่งชี้อะไรเป็นอะไร ----------------------------------


   คำว่า  "ศาสนา"  มีความหมายกว้างขวางกว่า "ศีลธรรม"  ศีลธรรมหมายถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับประโยชน์สุขในขั้นพื้นฐานทั่วไป; และมีอยู่ตรงกันแทบทุกศาสนา, ศาสนาหมายถึงระเบียบปฏิบัติในขั้นสูง ผิดแแปลกแตกต่างกันไปเฉพาะศาสนาหนึ่ง ๆ ทีเดียว. ศีลธรรมทำให้เป็นคนดี มีการปฏฺบัติไม่เบียดเบียนตนหรือคนอื่นตามหลักสังงคมทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อปฏิบัติครบถ้วนตามนั้นแล้ว คนก็ยังไม่พ้นทุกข์ที่มาจากการเกิดแก่เจ็บตาย.  ยังไม่พ้นทุกข์จากการเบียดเบียนของกิเลส  อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลงเสียก่อนที่จะกำจัดโลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นสุดไปได้  และไม่สามารถกำจัดตวามทุกข์ อันเกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้.
       ส่วนขอบเขตของศาสนานั้นยังไปไกลต่อไปอีก,โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา  ย่อมมุ่งหมายโดยตรงที่จะกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง  หรือดับทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายให้สิ้นไป. นี้ชี้ให้เห็นว่าศาสนากับศีลธรรมนั้นต่างกันอย่างไร, พุทธศาสนาไปได้ไกลกว่าศีลธรรมสากลของโลกทั่ว ๆ ไปอย่างไร; เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว เราจะได้สนใจพุทธศาสนาโดยเฉพาะ.
        พุทธศาสนา คือ วิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติ สำหรับจะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร.  ขอให้สนใจคำจำกัดความนี้ให้มากเป็นพิเศษ เพื่อประโยชน์ที่จะเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยเร็วและโดยง่าย
      ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า  ท่านรู้จักอะไรเป็นอะไรกันหรือเปล่า. แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร. ชีวิตหน้าที่การงาน อาชีพ เงินทองข้าวของ เกียรติยศชื่อเสียง คืออะไรก็ตาม ใครกล้ายืนยันว่ารู้ถึงที่สุดบ้าง ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว   เราย่อมไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง  เมื่อปฏิบัติถูกแล้ว ก็เป็นอันแน่นอนว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร  เราจึงปฏิบัติผิดไม่มากก็น้อย; ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วน. การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาก็คือปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร เมื่อรู้แจ้งแท้จริงก็ย่อมหมายถึง การบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งหรือถึงขีดสูงสุด เพราะความรู้นั่นเองเป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว.
    เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว ความเบื่อหน่ายคลายความอยาก และความหลุดพ้นจากทุกข์ ย่อมจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ:  เราทำความเพียรปฏิบัติก็แต่ขั้นที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันเท่านั้น โดยเฉพาะก็ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายนี้ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน. ขณะนี้เราไม่รู้ว่าชีวิตหรือสิ่งทั้งปวงที่เรากำลังหลงรักใคร่ยินดี เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงหลงรักยินดีติดพันยึดถือในสิ่งเหล่านั้น. ครั้นรู้จริงตามวิธีของพระพุทธศาสนาคือ มองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีอะไรน่าผูกมัดตัวเราเข้าไปกับสิ่งนั้นจริง ๆ แล้ว จิตก็จะเกิดความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาทันที.
        ขอยืนยันในคำจำกัดความข้อนี้ว่า เป็นคำจำกัดความที่เพียงพอ และเหมาะสมแก่ท่านทั้งหลายที่จะเอาไปใช้สำหรับดำเนินการปฏิบัติของตน; เพราะเหตุว่าหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฏก  ก็ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ? เท่านั้นเอง เช่น หลักเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับคำจำกัดความดังกล่าว เพื่อดูว่าจะลงรอยกันได้เพียงใด.
         อริสัจจ์ข้อที่ ๑    แสดงว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงเป็นทุกข์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น